Site Overlay

ดวงจันทร์ (Moon)

ดวงจันทร์ เป็นบริวารดวงเดียวของโลก

ชาวโรมันจะเรียก ดวงจันทร์ ว่า Luna ส่วนชาวกรีกนั้นจะเรียกว่า Selene หรือ Artemis

ดวงจันทร์เป็นที่มนุษย์รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นวัตถุที่สว่างมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากดวงอาทิตย์ เป็นที่หน้าหลงไหลของมนุษย์ชาติมาโดยตลอด เมื่อมองจากพื้นโลก ก็จะเห็นส่วนซึ่งเป็นที่ราบสู้งที่มีความสว่างสไหวมากที่สุดและบริเวณที่ราบที่มีความมืด และนักดาราศาสตร์ยังคงเฝ้าดูสังเกตุการดวงจันทร์มาเป็นศตวรรษผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่สร้างขึ้นมา จนกระทั่งมีมาถึงยุคอวกาศที่มนุษย์สามารถไปเดินสำรวจบนจักรวาลหรือดวงจันทร์ได้ ความรู้ที่ได้รับจากการสำรวจดวงจันทร์นั้นทำให้มนุษย์โลกเข้าใจถึงขบวนการทางธรณีวิทยาและความซับซ้อนของโลกเรา

ดวงจันทร์.

ดวงจันทร์จะมีการโคจรรอบโลกใช้เวลานาน 27วัน 7 ชั่วโมง 43 นาที จะมีระยะทางห่างจากโลก 384,403 กิโลเมตร ค่ามุมระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ จึงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏบนท้องฟ้าของดวงจันทร์ในแต่ละคืน

แรงดึงดูดระหว่างโลกและดวงจันทร์นั้นทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆที่น่าสนใจมากมายที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอันหนึ่งคือ น้ำขึ้นและน้ำลง และมีแรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่กระทำบนพื้นผิวโลกแต่ละแห่งมีขนาดไม่เท่ากันบริเวณที่หันเข้าหาดวงจันทร์จะได้รับแรงดึงดูดมากกว่าด้านตรงข้าม แต่เนื่องจากมีการสภาพเป็นวัตถุที่ยืดหยุ่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทร ดังนั้น

การยืดหยุนตัวจึงไม่เป็นเส้นตรงไปตามระนาบที่เชื่อมระหว่างโลกและดวงจันทร์ เมื่อชั้นศึกษาถึงลักษณะพื้นผิวของโ,กจะพบว่าบริเวณที่นูนออกขึ้นมานั้น 2 บริเวณ บริเวณหนึ่งจะเป็นด้านที่หันเข้ามาหาดวงจันทร์อีกหนึ่งเป็นด้านตรงกันข้ามและผลอันเนื่องจากการหมุ่นรอบตัวมันเองจะเร็วกว่าการที่จะโคจรรอบโลก 1 รอบ ทำให้เกิดบริเวณที่สามารถนูนขึ้นจึงเปลี่ยนแปลงตจำแหน่งไปได้เป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง 2 ครั้งต่อวัน

แรงที่จะดึงดูดที่ไม่สมมาตรเป็นสาเหตุให้การหมุ่นของดวงจันทร์ จึงหันผิวด้านนเดียวเข้าหาโลก โดยความเป็นจริงแล้วการที่โคจรของดวงจันทร์ยังไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากการที่วงโคจรไม่เป็นวงกลม ดังนั้นบางส่วนที่ของดวงจันทร์ด้านที่อยู่ไกลก็อาจเห็นได้ในบางครั้ง

ดวงจันทร์ก็เคยเชื่อกันว่าไม่มีบรรยากาศใด แตจากหลักฐานในการสำรวจนั้นแสดงให้เห็นว่ามีน้ำแข็งอยู่ในส่วนลึกของหลุมอุกาบาตใกล้ๆกับบริเวณของขั้วใต้และบริเวณของขั้วเหนือ

พื้นผิวของดวงจันทร์นั้นในอดีตที่ผ่านมาจะถูกชนด้วยอุกาบาตที่เป็นจำนวนมาก ทำให้หินที่เป็นเศษเปลือกของอุกาบาตเป็นการผสม หลอมตัวและตกจมลงอยู่ภายในดวงจันทร์ อุกาบาตที่วิ่งชนดวงจันทร์ได้พาเอาหินแปลกปลอมมากระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นผิว การชนของอุกาบาตยังทำให้การเกิดหินที่อยู่ในระดับลึก โผล่ขึ้นมาบนะพื้นผิวและเศษหินเหล่านี้กระจายไปไกลออกไปไกลจากแหล่งกำเนิด เปลือกที่บางและมีรอยแตกเป็นช่องทางให้ลาวาที่อยู่ภายในดวงจันทร์เกิดการแทรกตัวขึ้นมาบนพื้นผิว การที่ดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศและน้ำจึงไม่มีกระบวนการอะไรทางเคมีกับส่วนประกอบทั้งหลายที่อยู่บนพื้นผิว ดังนั้นหินซึ่งมีอายุมากกว่า 4 พันล้านปีมาแล้วจึงยังพบอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์ ดังนั้นเป็นข้อมูลที่สำคัญมากที่ทำให้เกิดความเข้าใจถึงประวัติในช่วงแรกของระบบสุริยะ ซึ่งไม่สามารถหาหลักฐานเหล่านี้ได้จากบนพื้นโลกกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีเฉพาะการชนของอุกาบาตขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิด regolith เท่านั้น

ตัวอย่างหินและดินที่ถูกนำกลับมายังพื้นโลกมีน้ำหนักรวม 382 กิโลกรัม ซึ่ง 20 ปีหลังจากนั้น หินเหล่านี้ยังได้รับการศึกษาอยู่อย่างต่อเนื่อง หินส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 4.6 ถึง 3 พันล้านปี ในขณะที่ตัวอย่างหินที่เก็บได้จากพื้นโลก มีอายุไม่เกิน 3 พันล้านปี ดังนั้นหินที่ได้จากดวงจันทร์จึงเป็นหลักฐานที่สำคัญในการศึกษาการกำเนิดของระบบสุริยะ ซึ่งไม่สามารถหาหลักฐานได้จาดหินที่มีอยู่บนพื้นโลก

ก่อนที่จะได้มีการศึกษาตัวอย่างหินที่ได้จากดวงจันทร์ เคยมีทฤษฏีต่างๆที่เชื่อเกี่ยวกับการกำเนิดของ โลก และ ดวงจันทร์ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 แนวทาง คือ

  • โลกและดวงจันทร์เกิดขึ้นในเวลาพร้อมกันจาก Solar Nebular
  • ดวงจันทร์แยกตัวออกจากโลก
  • ดวงจันทร์เกิดเป็นดวงดาวและถูกโลกดึงดูดเข้ามาเป็นดาวบริวาร

แต่ทั้ง 3 แนวทางก็ยังไม่สามารถอธิบายปัญหาต่างได้ชัดเจน ในระยะต่อมาหลังจากที่ได้มีการศึกษาตัวอย่างหินที่นำกลับมายังพื้นโลก ทำให้เชื่อว่าดวงจันทร์อาจหลุดออกมาจากโลกอันเนื่องจากการชนของอุกาบาตขนาดใหญ่

บนดวงจันทร์ไม่พบสนามแม่เหล็ก แต่หินบางส่วนที่อยู่บนผิวดินแสดงให้เห็นถึงอำนาจแม่เหล็กคงค้างที่เป็นหลักฐานบ่งบอกว่า ในอดีตดวงจันทร์ก็เคยมีสนามแม่เหล็ก

เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีทั้งสนามแม่เหล็กและบรรยากาศ ดังนั้นพื้นผิวของดวงจันทร์จึงได้รับผลกระทบจากลมสุริยะ ไฮโดรเจนไอออนซึ่งมากับสมสุริยะ จะไปสะสมตัวอยู่ใน regolith ที่อยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์ ซึ่งตัวอย่างหินที่นำกลับมาจากดวงจันทร์มีประโยชน์อย่างมากในการศึกษา ลมสุริยะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google

สามารถดูเรื่องเพิ่มเติม ได้ที่นี่

ใส่ความเห็น